“เมื่อกี้จะพูดอะไรนะ?” สัญญาณเตือนจากสมอง ที่เราไม่ควรมองข้าม

คุณเคยไหมครับ… กำลังจะเดินไปหยิบของบางอย่าง พอถึงที่หมายปุ๊บ “เอ๊ะ! เราจะมาหยิบอะไรนะ?” หรือบางที กำลังสนทนาออกรสออกชาติกับเพื่อนฝูง จู่ๆ คำง่ายๆ ที่ใช้เป็นประจำ มันก็ดันติดอยู่ที่ปาก พูดไม่ออกซะอย่างนั้น! ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอประสบการณ์คล้ายๆ กันใช่ไหมครับ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราอายุมากขึ้นหน่อย อาการหลงๆ ลืมๆ แบบนี้ก็ดูจะมาทักทายบ่อยขึ้น จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า… “นี่เราเริ่มจะ ‘แก่แล้วสมองเสื่อม’ หรือเปล่านะ?”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อนเก่าสมัยมหาวิทยาลัยครับ เราไม่ได้เจอกันนานหลายปี พอเจอหน้ากัน ผมกำลังจะทักทายด้วยชื่อเล่นที่เราเรียกกันติดปาก แต่… อ้าว! ชื่ออะไรนะ? มันติดอยู่ที่ปลายลิ้นจริงๆ ครับ วนเวียนอยู่ในหัว แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก ความรู้สึกตอนนั้นมันทั้งอึดอัดทั้งเขินเลยครับ โชคดีที่เพื่อนอีกคนโพล่งชื่อนั้นขึ้นมา ผมเลยรีบผสมโรงไปอย่างเนียนๆ (หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฮ่าๆ) เหตุการณ์นั้นทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาครับว่า อาการแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติของคนที่งานยุ่ง พักผ่อนน้อย หรือมันเป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นกันแน่?

ความกังวลเรื่องสมองเสื่อม (Dementia) เนี่ย เป็นสิ่งที่หลายคนกลัวครับ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของการลืมชื่อคน หรือลืมว่าวางกุญแจไว้ที่ไหน แต่มันส่งผลกระทบต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน การดูแลตัวเอง และคุณภาพชีวิตโดยรวมอย่างมหาศาล แต่คุณหมอผู้เชี่ยวชาญหลายท่านบอกว่า ใจเย็นๆ ก่อนครับ! อาการหลงๆ ลืมๆ ที่เราเจอบ่อยๆ อาจจะยังไม่ใช่ภาวะสมองเสื่อมที่น่ากลัวอย่างที่เราคิดเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากภาวะที่เรียกว่า “ภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย” (Mild Cognitive Impairment หรือ MCI) ครับ

MCI คืออะไร? ต่างจากคนปกติ หรือคนสมองเสื่อมยังไง?

ลองนึกภาพ MCI เป็นเหมือน ‘ไฟเหลือง’ บนถนนชีวิตของสมองเราครับ มันไม่ใช่ ‘ไฟแดง’ ที่แปลว่าหยุดสนิท (สมองเสื่อม) และก็ไม่ใช่ ‘ไฟเขียว’ ที่ทุกอย่างปกติเต็มร้อย มันคือสัญญาณเตือนว่า “ระวังหน่อยนะ มีอะไรบางอย่างเริ่มจะทำงานไม่เหมือนเดิมแล้ว”

คนที่มีภาวะ MCI เนี่ย การทำงานของสมองในด้านการรู้คิด (Cognitive function) เช่น ความจำ การตัดสินใจ หรือการใช้ภาษา จะลดลงกว่าคนในวัยเดียวกันที่มีสุขภาพสมองปกติครับ แต่ที่สำคัญคือ ยังไม่ถึงขั้นที่จะกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เขายังไปทำงานได้ ขับรถได้ ดูแลตัวเองได้ เพียงแต่อาจจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้น หรือมีคนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็นว่า “เอ๊ะ! ทำไมช่วงนี้ดูขี้ลืมจัง” หรือ “ทำไมตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ช้าลง”

ในขณะที่คนปกติอาจจะมีลืมบ้างเป็นครั้งคราวตามธรรมชาติ แต่คนที่มีภาวะสมองเสื่อม (Dementia) นั้น การทำงานของสมองจะถดถอยลงมากจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เช่น ลืมวิธีการทำกิจวัตรประจำวัน ลืมทางกลับบ้าน หรือมีปัญหาในการสื่อสารอย่างรุนแรงครับ

แล้วใครบ้างล่ะครับ ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะ MCI? คุณหมอบอกว่าปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ก็คือ อายุที่มากขึ้น ครับ อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงได้ยาก นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือโรคหัวใจ คนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย คนที่มีภาวะซึมเศร้า หรือแม้กระทั่งคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคสมองเสื่อมหลายคน ก็อาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปครับ

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่ากำลังเข้าข่าย MCI? ลองมา “เช็กสมอง” กันหน่อยไหม?

การวินิจฉัยภาวะ MCI อย่างเป็นทางการนั้นจำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการประเมินอย่างละเอียดครับ แต่ในวันนี้ ผมอยากจะชวนคุณผู้อ่านมาลองทำแบบทดสอบสนุกๆ ที่คล้ายกับที่คุณหมอใช้ประเมินเบื้องต้นกันดูครับ เพื่อให้เราพอจะเห็นภาพรวมการทำงานของสมองในด้านต่างๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การประเมินการรู้คิด (Cognitive assessment) จะครอบคลุม 6 ด้านหลักๆ ด้วยกันครับ

1. ด้านความจำ (Memory)
นี่เป็นด้านที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงปัญหาเรื่องสมองครับ ความจำที่มักจะมีปัญหาก่อนในภาวะ MCI คือ “ความจำระยะสั้น” (Short-term memory) ครับ คือจำเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานไม่ได้

  • ลองทดสอบเล่นๆ: ผมจะให้คุณลองดูสิ่งของ 5 อย่างนี้นะครับ (สมมติว่าเป็น ปากกา, แก้วน้ำ, กุญแจรถ, หนังสือ, กล้วย) ให้คุณจำไว้ แล้วเดี๋ยวอีกสักพัก ผมจะกลับมาถามว่ามีอะไรบ้างนะครับ ระหว่างนี้ เราไปดูด้านอื่นๆ กันก่อน

2. ด้านการบริหารจัดการ การวางแผน และการตัดสินใจ (Executive Function)
ด้านนี้เปรียบเหมือน ‘ผู้จัดการส่วนตัว’ หรือ ‘CEO’ ของสมองเราเลยครับ คอยวางแผน จัดลำดับความสำคัญ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคุมตัวเอง และคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล คนที่มีปัญหาด้านนี้ อาจจะเริ่มรู้สึกว่าคิดอะไรไม่ค่อยออก จัดการงานหลายๆ อย่างพร้อมกันไม่ได้ หรือใช้เวลานานขึ้นในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ

  • ลองทดสอบเล่นๆ: คุณผู้ชมลองคิดคำในภาษาไทยที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ “ก” ให้ได้มากที่สุดภายใน 1 นาที ดูสิครับว่าได้กี่คำ (ห้ามซ้ำ และต้องเป็นคำที่มีความหมายนะครับ) เช่น ไก่, กบ, แก้ว, การบ้าน, กตัญญู… ลองจับเวลาดูเลยครับ!
    • การทดสอบนี้ดูเหมือนง่ายนะครับ แต่จริงๆ แล้วมันต้องใช้ทักษะหลายอย่าง ทั้งการดึงคำศัพท์จากคลังสมอง (Lexical retrieval) การกรองคำที่ไม่เข้าเกณฑ์ และการทำงานแข่งกับเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Executive Function ครับ คนทั่วไปอาจจะได้ประมาณ 15-20 คำขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับอายุและการศึกษาด้วยนะครับ)

3. ด้านการใช้ภาษา (Language)
ไม่ใช่แค่การพูดคุยสื่อสารนะครับ แต่ยังรวมถึงความเข้าใจในภาษา การนึกชื่อสิ่งของ หรือการหาคำที่เหมาะสมมาใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ด้วย

  • ลองทดสอบเล่นๆ: ผมจะลองบอกชื่อหมวดหมู่ แล้วให้คุณผู้ชมลองบอกชื่อสิ่งของในหมวดหมู่นั้นให้ได้เยอะที่สุดใน 30 วินาที เช่น “สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม” (เช่น สุนัข แมว ช้าง ม้า วาฬ…) หรือ “ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว” (เช่น มะนาว ส้ม มะม่วงดิบ สับปะรด…)
    • หรืออีกแบบหนึ่งคือการ “บอกชื่อสิ่งของจากภาพ” ครับ ลองนึกภาพว่ามีคนโชว์รูปภาพสิ่งของต่างๆ ทีละรูป แล้วให้เราบอกชื่อสิ่งนั้นให้เร็วที่สุด เช่น รูป “แว่นตา” “จักรยาน” “ตะหลิว” ถ้าเรานึกชื่อไม่ออก หรือเรียกชื่อผิดบ่อยๆ ก็อาจจะเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งครับ

4. ด้านการใส่ใจและสมาธิ (Attention)
ความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานพอสมควร และการกรองสิ่งรบกวนรอบข้างออกไป ถ้าสมองส่วนนี้เริ่มมีปัญหา เราอาจจะรู้สึกวอกแวกง่าย ทำอะไรไม่ค่อยต่อเนื่อง หรือหลุดสมาธิง่ายๆ ครับ

  • ลองทดสอบเล่นๆ: ลองให้ใครสักคนอ่านตัวเลขชุดหนึ่งให้คุณฟัง (เช่น 7-1-8-3-9-2) แล้วให้คุณพูดทวนตัวเลขนั้นจากหลังมาหน้า (คือ 2-9-3-8-1-7) เริ่มจากชุดตัวเลขสั้นๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนตัวเลขให้ยาวขึ้น ดูสิครับว่าเราทำได้ถึงกี่หลัก
    • อันนี้เป็นการทดสอบ Working Memory ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาธิโดยตรงครับ เพราะเราต้องทั้ง “จำ” ตัวเลข และ “จัดเรียง” มันใหม่ในหัวไปพร้อมๆ กัน

5. ด้านการรับรู้และสั่งการ (Perceptual-Motor Function)
หมายถึงความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัส (เช่น การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส) และการนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการเคลื่อนไหวหรือสั่งการอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น การกะระยะ การใช้มือหยิบจับสิ่งของ หรือการประสานงานระหว่างตากับมือ

  • ลองนึกภาพตามนะครับ: ถ้ามีคนยื่นกุญแจให้ แล้วเรามองไม่เห็นว่าเป็นกุญแจ หรือเห็นว่าเป็นกุญแจแต่ไม่รู้ว่าต้องใช้ส่วนไหนไข หรือหยิบมาแล้วแต่หมุนไปคนละทิศคนละทาง นั่นอาจจะบ่งบอกถึงปัญหาในด้านนี้ได้ครับ หรือการวาดรูปทรงง่ายๆ ตามแบบ เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม หรือรูปนาฬิกาแล้วใส่เข็มให้ถูกตำแหน่ง ก็เป็นการทดสอบด้านนี้ได้เช่นกัน

6. ด้านการรู้คิดทางสังคม (Social Cognition)
เป็นความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ ความคิด และความตั้งใจของผู้อื่น รวมถึงการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เหมาะสมในสถานการณ์ทางสังคมต่างๆ ครับ พูดง่ายๆ ก็คือ “ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น” และ “การมีไหวพริบทางสังคม” นั่นเอง

  • ลองสังเกตตัวเองดูครับ: เรายังเข้าใจสีหน้าท่าทางของคนรอบข้างได้ดีอยู่ไหม? เราสามารถคาดเดาได้ไหมว่าเพื่อนกำลังรู้สึกอย่างไรจากน้ำเสียงของเขา? หรือบางทีเราเผลอทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะไปโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า? คนที่มีปัญหาด้านนี้ อาจจะเริ่มดูเหมือนไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกคนอื่น หรือแสดงพฤติกรรมแปลกๆ ในที่สาธารณะครับ

เอาล่ะครับ… กลับมาที่คำถามที่ผมทิ้งไว้ตอนต้น จำได้ไหมครับว่าผมให้จำสิ่งของ 5 อย่าง มีอะไรบ้างเอ่ย? (ปากกา, แก้วน้ำ, กุญแจรถ, หนังสือ, กล้วย) ถ้าคุณจำได้หมดทั้ง 5 อย่าง หรืออย่างน้อย 4 อย่าง ก็ถือว่าความจำระยะสั้นยังใช้ได้ดีเลยครับ แต่ถ้าจำได้น้อยกว่านั้น หรือนึกไม่ออกเลย ก็อย่าเพิ่งตกใจนะครับ นี่เป็นแค่การทดสอบเล่นๆ อาจจะมีปัจจัยอื่นรบกวนสมาธิของเราก็ได้

MCI ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็น “โอกาส” ในการดูแลสมอง

สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะเน้นย้ำก็คือ ถึงแม้ว่าการทดสอบเหล่านี้จะทำให้เราพอเห็นภาพรวมการทำงานของสมอง แต่ การวินิจฉัยภาวะ MCI หรือโรคสมองเสื่อมนั้น ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะครับ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ หรือวินิจฉัยตัวเองจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเด็ดขาด

ข่าวดีก็คือ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มียาที่รักษาภาวะ MCI ให้หายขาดได้โดยตรงในประเทศไทย แต่การตรวจพบภาวะ MCI ได้เร็ว ถือเป็น “โอกาสทอง” ที่จะช่วยให้เราสามารถวางแผนดูแลสุขภาพสมอง เพื่อชะลอหรือป้องกันไม่ให้ภาวะนี้พัฒนาไปเป็นโรคสมองเสื่อมที่รุนแรงขึ้นได้ครับ

คุณหมอแนะนำว่า หัวใจสำคัญของการชะลอ MCI หรือแม้กระทั่งป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นเลย ก็คือ “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” (Lifestyle modification) ครับ ใช่แล้วครับ เรานี่แหละคือผู้กุมบังเหียนสุขภาพสมองของตัวเองได้ส่วนหนึ่งเลยทีเดียว สิ่งที่เราทำได้เลยก็คือ:

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ครับ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise) เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง เหมือนเป็นการ ‘ลับสมอง’ ให้คมกริบอยู่เสมอครับ
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ และกรดไขมันดี เช่น โอเมก้า-3 ที่มีในปลาทะเลน้ำลึก พยายามลดอาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด และอาหารแปรรูปต่างๆ ครับ มีงานวิจัยชี้ว่าอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean diet) หรือ DASH diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension) ดีต่อสุขภาพสมองมากครับ
  3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: ตั้งเป้าไว้ที่ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนครับ การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่สมองจะได้ “ทำความสะอาด” ตัวเอง กำจัดของเสียที่สะสมมาทั้งวัน และจัดระเบียบความทรงจำต่างๆ
  4. จัดการกับความเครียด: ความเครียดเรื้อรังเป็นศัตรูตัวร้ายของสมองครับ ลองหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ
  5. ควบคุมโรคประจำตัว: หากเรามีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ต้องดูแลและควบคุมระดับต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ครับ
  6. ไม่สูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์: สารพิษในบุหรี่ทำลายหลอดเลือดสมอง ส่วนแอลกอฮอล์ในปริมาณมากก็ส่งผลเสียต่อเซลล์สมองโดยตรงครับ
  7. มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social engagement): การพบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม หรือทำงานอาสาสมัคร ช่วยกระตุ้นสมองและลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าได้ครับ
  8. ฝึกสมองอยู่เสมอ (Cognitive stimulation): อ่านหนังสือ เล่นเกมไขปริศนา เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เช่น ภาษา ดนตรี หรือการทำอาหาร ก็เหมือนการ ‘ออกกำลังกาย’ ให้สมองครับ ทำให้สมองยังคงความเฉียบคมและสร้างเครือข่ายเซลล์สมองใหม่ๆ

ก้าวต่อไป: เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

ถ้าเราหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ บ่อยขึ้น จนเริ่มรู้สึกกังวล หรืออาการเหล่านั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันบ้างเล็กน้อย การไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอย่างละเอียดก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ คุณหมออาจจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และทำการทดสอบทางระบบประสาทและจิตวิทยา (Neuropsychological tests) เพิ่มเติม เพื่อประเมินการทำงานของสมองในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม

แพทย์ที่เราสามารถปรึกษาได้เบื้องต้นก็คือแพทย์ทั่วไป หรือถ้าจะให้เฉพาะทางยิ่งขึ้นก็จะเป็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท (Neurologist) จิตแพทย์ (Psychiatrist) หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ (Geriatrician) ครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า อาการลืมเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นบ้างเป็นครั้งคราวนั้นเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ปุถุชนครับ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป แต่ถ้ามันเริ่มบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น หรือมีคนใกล้ตัวทักท้วงหลายครั้ง ก็อย่าละเลยสัญญาณเตือนเหล่านั้นนะครับ

สมองของเราเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์ และมีศักยภาพในการปรับตัวเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตครับ การดูแลเอาใจใส่เขาตั้งแต่วันนี้ ก็เหมือนการลงทุนเพื่ออนาคตที่สดใสและมีความสุขของเราเอง… แล้ววันนี้ เราได้ ‘ขอบคุณ’ และ ‘ดูแล’ สมองของเราอย่างดีที่สุดแล้วหรือยังครับ?


หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และจุดประกายให้คุณผู้อ่านหันมาใส่ใจสุขภาพสมองกันมากขึ้นนะครับ!